วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สรุปบทที่3 แกดเจ็ต

แกดเจ็ต
              แก็ดเจ็ต มีความหมายว่า อุปกรณ์ คำ คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันไม่นานนี่เอง จะนำมาใช้ในรูปแบบของโปรแกรมเสริม เล็กๆน้อยๆ เช่น นาฬิกา บน windows 7 โปรแกรมเสริมการรายงานข่าว และเริ่มมีการใช้กับอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น สิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีที่มันสมัย และมีขนาด ทั้งด้านความจุหรือปริมาณไม่มาก (ขนาดเล็ก) ส่วนใหญ่จะเน้น ด้านความบันเทิง ความสนุก ความสะดวก เราคงจะพอทราบความหมายของคำว่า Gadget กันบ้างแล้วใช้ไหม สรุปก็คือ สิ่งประดิษฐ์ ขนาดเล็กๆ ในดานเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม หรืออุปกรณ์ ก็สามารถเรียกว่า Gadget ได้เหมือนกัน แต่จะเป็นประเภทไหนแค่นั้นเอง

     ทุกวันเราอาจเจอทบทวนแกดเจ็ตที่ทันสมัย​​มาก กับการใช้งานอุปกรณ์ที่ทำให้การทำงานของเราง่ายมากที่เราได้แปลงตัวเองเป็นทาสไปยังเครื่อง คุณสามารถหาสิ่งเดียวที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง? คุณสามารถหากิจกรรมของมนุษย์เครื่องเดียวที่ไ​​ม่ได้ใช้หรือไม่คำตอบของคุณจะเห็นได้ชัดว่า "ไม่" เราได้ติดยาเสพติดโดยใช้เครื่องในลักษณะสำคัญทุกเครื่องได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา ตัวอย่างเช่นคุณสามารถจินตนาการวิธีที่คุณสามารถไปถึงปลายทางของคุณหากมีรถไม่? ที่คุณสามารถจินตนาการวันโดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ตหรือไม่ นี่คือวิธีที่เทคโนโลยีการผลิตทุกอย่างง่าย แกดเจ็ตไม่เพียง แต่สามารถลดความซับซ้อนของการทำงานของคุณ แต่ยังให้คุณสะดวกสบาย

          

แกดเจ็ตที่มีการออกแบบด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่มีความสามารถในการจัดการฟังก์ชั่นหลายรายการในเวลา แม้ว่าอุปกรณ์จะสามารถใช้ได้กับการออกแบบต่างๆส่วนใหญ่ของอุปกรณ์ที่อยู่ในหมวดหมู่ที่เฉพาะเจาะจงมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน ตัวอย่างของแกดเจ็ตที่ทันสมัย​​มาร์ทโฟนระบบ GPS, Bluetooth และอื่น ๆ


ประโยชน์ของแกดเจ็ตที่ทันสมัย



แกดเจ็ตให้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับผู้และให้พวกเขาสะดวกสบายและหรูหรา โดยทั่วไปพวกเขาใช้พื้นที่น้อยเพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินการได้อย่างง่ายดายออก มีอุปกรณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกมากมายที่สามารถนำมาใช้เพื่อเรียงลำดับปัญหาหลายให้เราอ่านความคิดเห็น gadgets ทันสมัย​​บาง อุปกรณ์สายลับแต่ละจะรวมกับกล้องวิดีโอ หากคุณพิจารณา gadget ปากกาสายลับจะมีกล้อง ดูเหมือนว่าคล้ายกับปากกาไม่มีใครสามารถคิดว่ามันมีกล้อง แต่ก็สามารถนำมาใช้เพื่อใช้วิดีโอ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่ากล้องดิจิตอลมีการบันทึกเพราะกล้องที่ถูกซ่อน คุณยังสามารถพิจารณาอุปกรณ์อื่น ๆ เช่นตาอิเล็กทรอนิกส์ Gadget นี้เป็นประโยชน์กับคนตาบอดในขณะที่มันช่วยให้พวกเขาในการให้ทิศทางที่จะข้ามถนนและเข้าถึงจุดหมายของพวกเขา

บาง gadgets ทันสมัย​​สามารถเข้าถึงได้ด้วยอินเทอร์เน็ต (ผ่านทางอินเทอร์เน็ต) คุณสามารถค้นหาข้อมูลที่จำเป็นทันที มันช่วยให้คุณประหยัดเวลาอันมีค่าของคุณ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษาคุณสามารถเสร็จสิ้นโครงการของคุณและเรียนรู้มากขึ้น มันไม่ได้หมายความว่าคุณต้องใช้แกดเจ็ตในการทำงานของคุณ แต่จะช่วยในการผลิตของคุณ ใช้แกดเจ็นอกจากนี้ยังมีข้อเสียมากมาย ขณะที่พวกเขาให้ความสะดวกสบายที่ผู้คนจะกลายเป็น Lazier การทำงาน คนบางคนอาจจะสูญเสียเวลาอันมีค่าเงินของพวกเขามีส่วนร่วมในการหลอกลวงบางไม่ได้รับอนุญาต "การสำรวจออนไลน์" และ "การแข่งขัน"

คุณสามารถซื้อเหล่านี้ gadgets ทันสมัย​​ทั้งแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ ไปยังร้านค้าออนไลน์ที่คุณสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์เช่น Amazon-UK, Play.com, ถัดไป, Argos Expedia.co.uk และอื่น ๆ ก่อนที่คุณจะซื้ออ่านความคิดเห็นของผู้ใช้และคอลัมน์ของเว็บไซต์เพื่อให้แน่ใจว่าการอนุมัติ คุณมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการเปลี่ยนเวลาและเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงตัวเองกับเหล่านี้ล่าสุดมาร์ทโฟน technologies.To ร้านค้าออนไลน์จะมีประโยชน์ในหลาย ๆ ตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการคำแนะนำทางการเงินหรือช่วยในการคำนวณการคืนเงินการเรียกร้อง PPI คุณสามารถ มักจะใช้โทรศัพท์ของคุณเพื่อเรียกดูอินเทอร์เน็ต ในสร้างโปรแกรมการเงินยังมีประโยชน์มากทีเดียวที่จะคำนวณชำระคืนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยจำนองและอื่น ๆ

สรุปบทที่2 ไอทีคืออะไร

ไอทีคืออะไร
   ไอทีหมายถึง การนำเทคโนโลยีและสารสนเทศมารวมกัน รวมเป็น เทคโนโลยีสารสนเทศ "Information Technology" ย่อมากจาก IT ซึ่งแปลความหมายของเทคโนโลยีคือการสร้างมูลค่าให้กับสารสนเทศให้สามารถใช้งานได้กว้างขวางและเทคโนโลยีด้านต่างๆในปัจจุบันก็มีการนำไอทีมาใช้ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีแบบรวบรวม จัดเก็บ ส่งต่อ ใช้งาน และสื่อสารซึ่งข้อมูลของไอทีที่มีการนำมาใช้นั้นได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆที่มีซอฟแวร์เกี่ยวกับกับตัวข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลจำพวก โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุ และหนังสือพิมพ์ และอาจจะเป็นอย่างอื่นๆอีกที่มีทั่วไปภายในชีวิตประจำวัน
องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (electrinic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติที่สำคัญของคอมพิวเตอร์คือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ (programmable) นั่นคือคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ในการตรวจคลื่นความถี่ของหัวใจ การฝาก - ถอนเงินในธนาคาร การตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ เป็นต้น ข้อดีของคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพ มีความถูกต้อง และมีความรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดใดก็ตาม เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีวงจรการทำงานพื้นฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle) คือ
  1. รับข้อมูล (Input) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการรับข้อมูลจากหน่วยรับข้อมูล (input unit) เช่น คีบอร์ด หรือ เมาส์
  2. ประมวลผล (Processing) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลกับข้อมูล เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปอื่นตามที่ต้องการ
  3. แสดงผล (Output) เครื่องคอมพิวเตอร์จะให้ผลลัพธ์จากการประมวลผลออกมายังหน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit) เช่น เครื่องพิมพ์ หรือจอภาพ
  4. เก็บข้อมูล (Storage) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต
เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม 
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น

สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ


แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ
  1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทัล, กล้องถ่ายวีดีทัศน์, เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
  2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จานแม่เหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
  3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
  4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
  5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม
  6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้และไกล
ลักษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ดังนี้ 
ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลักษณะของสัญญาณเป็นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "โมเด็ม" (Modem)
บทบาทของระบบสารสนเทศ
บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information) 
การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ด้าน ดังนี้ (จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ 2544 : 5) ด้านการวางแผน ด้านการตัดสินใจ และ ด้านการดำเนินงาน นอกจากนั้น สารสนเทศยังมีบทบาท ในเชิงเศรษฐกิจ ดังนี้ (ประภาวดี สืบสนธ์ 2543 : 7-8)
  1. ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ (Decision) หรือช่วยชี้แนวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)
  2. ช่วย หรือสนับสนุนการจัดการ (Management) หรือการดำเนินงานขององค์การ ให้มีประสิทธิภาพและเกิด ประสิทธิผลมากขึ้น
  3. ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนที่เรียนนอกห้องเรียน จริง สามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ เช่นเดียวกับ ห้องเรียนจริง โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนที่ห้องเรียนนั้น
  4. ใช้ในการกำกับ ติดตาม (Monitoring) การปฏิบัติงานและการตัดสินใจ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน
  5. สารสนเทศเป็นช่องทางโน้มน้าว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาที่ทำให้ผู้ชม, ผู้ฟัง ตัดสินใจ เลือกสินค้า หรือบริการนั้น
  6. สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา (Education) สำหรับการเรียนรู้ ผ่านสื่อประเภทต่างๆ
  7. สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมวัฒนธรรม และสันทนาการ (Culture & Recreation) ในด้าน ของการเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เช่น วีดิทัศน์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น
  8. สารสนเทศเป็นสินค้าและบริการ (Goods & Services) ที่สามารถซื้อขายได้
  9. สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่ต้องลงทุน (Investment) จึงจะได้ผลผลิตและบริการ เพื่อเป็นรากฐานของการ จัดการ และการดำเนินงาน
ระบบสารสนเทศในชีวิตประจำวัน
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
1 การประยุกต์ใช้ในสำนักงาน ปัจจุบันสำนักงานได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และสามารถัดพิมพ์ซ้ำได้เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น งานกระจายเอกสาร งานจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร งานจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพ เสียง 
2 การประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เข้ามาช่วยในด้านการผลิต สั่งซื้อ การเงิน บุคลากร และงานด้านอื่นๆ 
3 การประยุกตืใช้ในงานการเงินและการพาณิชย์ สถาบันการเงิน ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของ ATM เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝากถอน โอนเงิน
4 การประยุกต์ใช้ในงานการบริการการสื่อสาร ได้แก่ บริการทางโทรศัพท์ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี ดาวเทียม
5 การประยุกต์ใช้ในงานด้ารสาธารณสุข
- ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เป็นระบบที่ช่วยด้านเวชระเบียน ระบบข้อมูลยา การคิดเงิน
- ระบบสาธาณสุข ใช้ในการดูแลป้องกันโรคระบาดในท้องถิ่น
- ระบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้วินิจฉัยโรค หลักการคือเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ให้ละเอียด แล้วใช้หลักปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์
6 การประยุกต์ใช้ในการศึกษา
- การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 
- การศึกษาทางไกล
- เครือข่ายการศึกษา
- การใช้งานห้องสมุด
- การใช้งานในห้องปฏิบัติการ
- การใช้ในงานประจำและงานบริหาร

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต
1.  คอมพิวเตอร์ ได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มีประสิทธิภาพสุงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบันตลอดจนการนำชุดคอมพิวเตอร์ชนิดลดคำสั่งมาใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่ายๆ
2.  ปัญญาประดิษฐ์ เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการตอบสนองกับความต้องการของมนุษย์ได้ ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบมนุษย์ มีความเข้าใจภาษามนุษย์ รับรู้ภาษามนุษย์ได้ เช่น หุ่นยนต์ เป็นต้น
3.  ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์กร
4.  การจดจำเสียงเป็นการพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้มามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์
5.  การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิล็กทรอนิกส์ เป็นการส่งข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่นโดยผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การทำธุรกิจ ค้าขาย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
6.  เส้นใยแก้วนำแสง เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมุลข่าสารได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยการส่งสัญญาณแสงผ่านเส้นใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน เกิดแนวคิด ทางด่วนข้อมูล ที่เชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน
7.  อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
8.  ระบบเครือข่าย เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะอยุ่ในอาคารหรือในหน่วยงาน
9.                การประชุมทางไกล เป็นการผสมผสานกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายโทรทัศน์ และ   ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ผู้ประชุมไม่จำเป็นอยู่ในห้องประชุม ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและผู้ที่อยู่ห่างไกลกันมาก
10.  โทรทัศน์ตามสายและผ่านดาวเทียม เป็นการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสื่อต่างๆไปยังผู้ชม ข้อมูลแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง
11.  เทคโนโลยีมัลติมิเดีย เป็นการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอรืในการเก็บข้อมูล เช่น รูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
12.  การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม เป็นการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่างๆ หรือที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้
13.  การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์ รูปแบบหีบห่อ รวมทั้งด้านการออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมให้เหมาะกับความต้องการ
14.  การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต ช่วยในการผลิตสินค้าในโรงงงานอุตสาหกรรม สามารถตรวจสอบรายละเอียดและข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้มาตรฐาน
15.  ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้าน รูปภาพและข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มาจัดทำแผนที่ในบริเวณที่สนใจ เป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจการต่างๆ เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์ การขนส่ง สำรวจและป้องกันภัยธรรมชาติ การช่วยเหลือและกู้ภัย เป็นต้น

สรุปบทที่1 เทคโนโลยีล้ำๆรอบตัวเรา

เริ่มต้นตั้งแต่ ตื่นนอน

การเดินทาง เช่น การพยากรณ์อากาศ และ ข่าวสาร
เข้าหอพัก
การเดินทาง
smart home
Smart library
การพักผ่อน

การออกกำลังกาย
ช้อปปิ้ง

ตัวอย่างประโยชน์ของเทคโนโลยี
1. ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น จากสิ่งอำนวยควมสะดวกต่าง ๆ

2. ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม และเกิดการกระจายโอกาส เช่น การใช้ระบบการเรียนการสอนทาง

ไกลผ่านดาวเทียม ทำให้เด็กที่อยู่ในชนบทหรือเด็กที่อยู่ในถิ่นถุรกันดารมีโอกาสได้เรียนรู้เหมือนเด็กที่อยู่ในเมือง

3. ทำให้เกิดสื่อการเรียนการสอนต่างๆมากขึ้น เช่น การใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น

4. ทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น เช่น การรวบรวมข้อมูลเรื่องคุณภาพในแม่น้ำลำคลองต่างๆ
เพื่อนำมาตรวจวัดมลภาวะ แล้วดำเนินการแก้ไขปัญหา เป็นต้น
5. ทำให้เกิดระบบป้องกันประเทศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้คอมพิวเตอร์มาควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ หรือระบบป้องกันภัยต่าง ๆ เป็นต้น
 
6.ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา มีความสะดวกสบายในการติดต่อหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
 
7.  สามารถเพิ่มช่องทางเลือกในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนให้มากขึ้น
 
8. ลดแรงงานคนในการทำงานต่าง ๆ เช่น ควบคุมการผลิต และช่วยในการคำนวน
 
9. เป็นแหล่งความบันเทิง
 
10.ลดต้นทุนการผลิต

ตัวอย่างโทษของเทคโนโลยี
1.การแพร่ภาพอนาจารบนเครือข่าย การล่อลวง เกมส์ออนไลน์ เป็นต้น
2.สิ้นเปลืองทรัพยากร เช่น น้ำมัน แก็ส และถ่านหิน จนกระทั้งน้ำ
3.เปลี่ยนสังคมชาวบ้าน ให้กลายเป็นวัตถุนิยม
4. ทำให้มนุษย์ขาดการออกกำลังกาย
5. ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน เพราะใช้แรงงานเครื่องจักรแทนแรงงานคน
6. ทำให้เสียเวลา ทั้งจากรายการไร้สาระในโทรทัศน์ จนกระทั่งนัก chat
7.หากใช้เว็ปไซด์จำพวก Social Network จะทำให้ผู้ใช้มีโลกเป็นของตนเอง ขาดการติดต่อกับผู้อื่น โดยเฉพาะที่เห็นชัดเจนเกิดช่องว่างระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก
 

ข่าวที่2

เปิดโรดแมปพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ปี 60

22 กุมภาพันธ์ 2560 18:48 น.
เปิดโรดแมปพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ปี 60
นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย (ขวา) ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “ทีเส็บ” และนางนิชาภา ยศวีร์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์
        ผู้จัดการรายวัน 360 - “ทีเส็บ” เปิดแผนขับเคลื่อนศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจไมซ์ทั้งในประเทศและอาเซียน ชู 2 ยุทธศาสตร์ “สร้างคน พัฒนาแรงงานไมซ์” และ “ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไมซ์ครบวงจร” ดันไทยศูนย์กลางการศึกษาไมซ์และเดสติเนชั่นของการสร้างมาตรฐานไมซ์แห่งภูมิภาค 
       
       นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “ทีเส็บ” เปิดเผยว่า ในปี 2560 เป็นปีที่ “ทีเส็บ” ให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่สนับสนุนให้ไมซ์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพไมซ์ใน 2 ยุทธศาสตร์หลัก โดยมี 4 กลยุทธ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว
       
       ยุทธศาสตร์แรก คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ เน้นมิติการสร้างการศึกษาแก่กลุ่มเป้าหมาย สร้างทรัพยากรคนและบุคลากรไมซ์เพื่อรองรับอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมการดำเนินงานใน 2 กลยุทธ์ คือ Trade Education หรือการศึกษาไมซ์เพื่อภาคธุรกิจ และ ด้าน MICE Academy หรือการดำเนินงานด้านการศึกษาสำหรับสถาบันการศึกษาและเยาวชน
       
       สำหรับการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไมซ์ครบวงจรจะครอบคลุมกรอบการดำเนินงานใน 2 กลยุทธ์ คือ MICE Standards หรือการดำเนินงานด้านมาตรฐานสากล และ MICE Sustainability หรือการดำเนินงานด้านการจัดงานไมซ์อย่างยั่งยืน โดยทั้ง 2 ยุทธศาสตร์หลักมีเป้าหมายดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านการศึกษาและการสร้างมาตรฐานไมซ์ในระดับภูมิภาค
       
       นายนพรัตน์กล่าวในตอนท้ายว่า จากแผนกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทยจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไมซ์ไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไมซ์ในระดับภูมิภาคตามเป้าหมาย โดยมีแผนการตั้ง “ASEAN MICE Institute” เพื่อเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ กำหนด รับรองมาตรฐานต่างๆ รวมถึงออกแบบหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการไมซ์ทั้งระดับบุคคลและองค์กรให้มีศักยภาพที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติต่อไป ซึ่งตอบโจทย์กลยุทธ์ของ “ทีเส็บ” ในการดึงนักเดินทางกลุ่มไมซ์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้จำนวน 1.1 ล้านคน สร้างรายได้ 1.01 แสนล้านบาท
       
       ด้าน นางนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ “ทีเส็บ” ให้รายละเอียดถึงการดำเนินงานใน 4 กลยุทธ์ว่า ด้านแรกคือ Trade Education การศึกษาไมซ์เพื่อภาคธุรกิจ มุ่งให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดอบรมหลักสูตรด้านไมซ์นานาชาติให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ทุกสาขา ทั้งการประชุม การจัดแสดงสินค้านานาชาติ หรือการจัดงานอีเวนต์ โดยมีหลักสูตรที่ “ทีเส็บ” สามารถดึงมาจัดในประเทศไทยที่สำคัญหลายสาขา อาทิ Certified in Exhibitions Management (CEM) ซึ่งเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านงานแสดงสินค้านานาชาติ และ Certified Meeting Professional (CMP) ซึ่งเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการประชุมนานาชาติ
       
       การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดอบรมหลักสูตรระดับนานาชาติจะเป็นการตอกย้ำจุดยืนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาด้านไมซ์ของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN MICE Education Hub) อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่ตัดสินใจเข้ามาจัดการประชุม สัมมนา และการแสดงสินค้าในประเทศไทย ด้วยการมีบุคลากรไมซ์ไทยที่มีคุณภาพและมีความเป็นมืออาชีพในระดับสากล
       
       ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ ยังได้ผลักดันการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน (MICE National Skill Standard) โดยร่วมมือกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สาขาอาชีพภาคบริการ สาขาช่างไฟฟ้าสำหรับกลุ่มไมซ์ (อุตสาหกรรมการจัดงานประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัลและการแสดงสินค้า) ถือเป็นมาตรฐานฝีมือแรงงานไมซ์แห่งแรกของโลกสำหรับรายบุคคลซึ่งจะประกาศใช้ภายในปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์และยกระดับบุคลากรให้ได้คุณภาพระดับสากล
       
       ด้านที่ 2 คือ MICE Academy การดำเนินงานด้านการศึกษาสำหรับสถาบันการศึกษาและเยาวชน โดย “ทีเส็บ” ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรใหม่ภายใต้วิชาการจัดงานอีเว้นท์ หรือ Event 101 เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ที่เข้มข้นในวิชาการจัดงานอีเว้นท์โดยเฉพาะซึ่งเป็นหลักสูตรเล่มแรกของประเทศไทย โดยหลักสูตรนี้จะใช้ประกอบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาที่เป็นพันธมิตรกับ “ทีเส็บ” และจะถูกบรรจุไว้ในสถาบันอุดมศึกษากว่า 60 แห่ง และอาชีวศึกษา 47 แห่งทั่วประเทศไทย
       
       หลักสูตรดังกล่าวได้พัฒนายกร่างในกรอบมาตรฐานการศึกษาไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ โดย มคอ.1 หรือมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีจะสามารถต่อยอดให้สถาบันการศึกษาเปิดสาขาวิชาไมซ์และสาขาวิชาอีเว้นท์มากยิ่งขึ้นต่อไป พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าผลักดัน 5 สถาบันอาชีวศึกษาให้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สาขาการจัดประชุมและนิทรรศการ โดยตั้งเป้าสร้างบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพในระดับอุดมศึกษาจำนวน 4 พันคน และในระดับอาชีวศึกษา 1 พันคน
       
       ด้านที่ 3 MICE Standards สำหรับแผนงานในประเทศจะขยายการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานในประเทศไทยภายใต้โครงการ Thailand MICE Venue Standard (TMVS) ประเภทห้องประชุม (Meeting Room) ให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเมืองไมซ์ซิตี้ทั้ง 5 แห่ง และเมืองที่มีศักยภาพของการจัดงานไมซ์ตามคลัสเตอร์ของรัฐบาล และเป็นปีที่เริ่มการประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานในประเทศไทยประเภทสถานที่แสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibition Venue) พร้อมดำเนินการจัดทำมาตรฐานประเภทสถานที่จัดงานพิเศษ (Special Event Venue)
       
       การขยายมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์สู่ระดับอาเซียนนั้น รัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยโดย “ทีเส็บ” ถือเป็นผู้นำของประเทศอาเซียน ในการจัดทำมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ในอาเซียน หรือ ASEAN MICE VENUE STANDARD (AMVS) นับเป็นความสำเร็จที่ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีอาเซียนด้านอุตสาหกรรมไมซ์ โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดอบรม 1st ASEAN MICE VENUE STANDARD AUDITOR Training ในระหว่างวันที่ 15-18 มีนาคม 2560 เพื่อให้ทุกประเทศในอาเซียนได้รับทราบวิธีการตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงาน
       
       ในปี 2561 ประเทศไทยยังจะเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ASEAN Tourism Forum (ATF 2018) ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะมีการมอบตราสัญลักษณ์ให้แก่ผู้ประกอบการไมซ์ทั้ง 10 ประเทศอาเซียนที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของอาเซียน นอกจากนี้ ยังจัดทำมาตรฐานใหม่ Food Waste Prevention เพื่อให้ผู้ประกอบการไมซ์ลดและจัดการขยะจากการให้บริการอาหารให้ลดน้อยลง ตอบสนองนโยบายขององค์การสหประชาชาติที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs)
       
       ด้านที่ 4 MICE Sustainability มุ่งพัฒนาการอบรมหลักสูตร Sustainable Events Professional Certificate (SEPC) เพื่อให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการไมซ์ในการจัดงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่ง “ทีเส็บ” ตั้งเป้าเริ่มการจัดอบรมครั้งแรกขึ้นในประเทศไทยปี 2561 พร้อมต่อยอดโครงการ Farm to Functions ส่งเสริมผู้ประกอบการไมซ์ในการจัดซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรโดยตรง และการจัดงานแบบไร้คาร์บอน (Carbon Neutral Events) โดยในปีนี้จะมีการจัดงานแบบไร้คาร์บอนจำนวน 5 งาน คาดว่าจะช่วยลดคาร์บอนได้ทั้งสิ้น 100 ตัน
       

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าวด้านไอที ข่าวที่ 1

คลอดแล้ว! ชิปที่รองรับมาตรฐานในการรับ และส่งสัญญาณ Wi-Fi แห่งอนาคต 802.11ax ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่า!!

ก่อนที่เราจะไปดูความสามารถของชิปทั้ง 2 ตัวจาก Qualcomm ที่รองรับมาตรฐานเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคตตัวล่าสุดอย่าง 802.11ax เรามาทำความรู้จักเจ้าตัวเลข 802.11 กันก่อนดีกว่า เอาง่ายๆ มันก็ก็คือตัวเลขมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย (ที่เรียกติดปากกันว่า Wi-Fi นั่นแหละ) แล้วสำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ตามหลังเจ้าเลขดังกล่าวนี้ มันคือสิ่งที่แสดงถึงชนิดของเทคโนโลยีไร้สายนั้น โดยมาตรฐานดังกล่าวนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1999 ในชื่อ 802.11b ตามมาด้วย 802.11a แล้วก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเกิด 802.11g, 802.11n และ 802.11 ac ที่เป็นมาตรฐานล่าสุด

แล้ว 802.11ax คืออะไร
มันก็คือมาตรฐานใหม่ของระบบเครือข่ายไร้สาย ที่นอกจากจะถูกพัฒนาให้สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม (802.11ac) ถึง 4 เท่าตามทฤษฎีแล้ว มันยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในการจัดการสัญญาณให้ดีขึ้นอีกด้วย แถมมันรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานเก่าๆ พร้อมช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการสัญญาณในอุปกรณ์เก่าๆ ได้อีกด้วยนะ ซึ่งชิปทั้งสองตัวอย่างชิป IPQ8074 ที่ใช้ส่งสัญญาณ Wi-Fi ในแอคเซสพอยต์ หรือเราเตอร์  และชิป QCA6290 ที่ใช้รับสัญญาณ Wi-Fi ในอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์, แล็ปท็อป หรือ สมาร์ทโฟน ฯลฯ ก็สามารถรองรับเจ้า มาตรฐาน 802.11ax นี้
IPQ8074 คือชิปที่มีขนาดการผลิต 14 นาโนเมตร ขับเคลื่อนด้วย CPU A53 quad-core สถาปัตยกรรม 64 บิต ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในงานหลายรูปแบบทั้ง เกตเวย์ และเราเตอร์ มาพร้อมฟีเจอร์ Self-Organizing Network (SON) ที่จะช่วยจัดการความหนาแน่นของสัญญาณ และเทคโนโลยี MU-MIMO (Multi User - MIMO) ที่จะช่วยให้อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการกระจายสัญญาณ Wi-Fi สามารถส่งข้อมูลหลายๆ ชุด ไปให้ผู้ใช้หลายคนได้พร้อมๆ กัน เป็นผลให้สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วสุดถึง 4.8 Gbps 
QCA6290 คือชิปที่อยู่ในอุปกรณ์รับสัญญาณ ที่จะมีฟีเจอร์ Dual Band Simultaneous (DBS) ในการควบรวมคลื่นสัญญาณทั้งแบบความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.8 GBps แถมยังมีความสามารถลดการใช้พลังงานลงจากเดิมถึง 2 ใน 3 อีกด้วย
จากการคาดการณ์ตามคำบอกเล่าของ Qualcomm ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นเจ้าชิปทั้ง 2 ตัว ในอุปกรณ์ไอทีในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นได้ครับ 

อ้างอิง : http://news.thaiware.com/9629.html

ประวัติส่วนตัว

ประวัติส่วนตัว
นาย บุญรัตน์ บุญออม
ชื่อเล่น บอส
รหัสนักศึกษา 5911120027
เกิด วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม 2538
สถานที่เกิด โรงพยาบาลปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
เบอร์ติดต่อ 0954165875
line : saboss_bossboss
facebook : S'boss bunrat
บิดา นาย บุญฤทธิ์ บุญออม อาชีพ ทำสวน
เบอร์โทร 0870904187
มารดา นางสุริยา บุญออม อาชีพ ค้าขาย
เบอร์โทร 0954296025
..............................................................................................
จบการศึกษาระดับอนุบาลที่ โรงเรียนอนุบาลกองบิน7
ปีพศ. 2545
จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 จากโรงเรียนดรุโณทัยพุนพิน
ปี พศ. 2551
จบการศึกษาระดับมัธยมตอนต้น และ ตอนปลาย จากโรงเรียน สุราษฎร์พิทยา
ปี พศ. 2557
ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยตาปี
------------------------------------------------------------------------
งานอดิเรก ชอบเล่นแบตมินตัน
อาหารที่ชอบ ต้มยำปลาหมึกไข่
อาหารที่ไม่ทาน เนื้อทุกชนิด(ยกเว้น ไก่ หมู) , ปลาน้ำจืดทุกชนิด(ยกเว้นปลาดุก ปลาจิตรดา ปลานิล)
ยาที่แพ้ Ibruprofen , Roxitromycin
------------------------------------------------------------------------
สถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจที่สุดในชีวิตที่เคยไปมา
           art in paradise at pataya


ประทับใจเนื่องจาก มีการสะท้อนถึงศิลปะ ที่สวยงาม และ สร้างสรรภาพได้เสมือนจริง มีการวางมุมในการถ่ายภาพให้ได้ภาพเสมือนเราอยู่ในที่นั้นจริงๆ